
ภาษา :
แต่ก่อนที่คุณจะเป็นมือโปรได้นั้น คุณต้องรู้จักสร้างนิสัย การลงทุนที่ดี ต้องทุ่มเทใส่ใจ ใฝ่รู้ ค่อยๆ ค้นหาและพัฒนา จนมีสไตล์การลงทุนเป็นของตนเอง ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มี ใครเหมือน ใครจะรู้ละ... สไตล์การลงทุนของคุณอาจจะ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในอนาคตก็เป็นได้
เพียงคุณเชื่อมั่น เอาจริงเอาจัง กับเส้นทางลงทุน โอกาสประสบความสำเร็จและสร้างความมั่งคั่ง ให้กับตนเองก็ไม่ใช่เรื่องยาก
1 เรียนรู้วิถีเซียนลงทุน
หากถามถึง "ไอดอล" ที่ประสบความสำเร็จและเป็นแบบอย่างในการลงทุนที่ดี เชื่อว่าผู้ลงทุนเลื่องชื่อระดับโลกอย่าง "วอร์เรน บัฟเฟตต์" (Warren Buffett) คงจะเป็นไอดอลอันดับหนึ่งในใจใครต่อใครหลายคน
ความสำเร็จของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นเพราะเขา ขยันหมั่นเพียร มีความอดทนในการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของหุ้นอย่างรอบคอบ ซึ่งเขาให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเมื่อเทียบกับ อุตสาหกรรมและความโปร่งใสในการบริหารงานของบริษัทที่จะลงทุน เขาจะเลือก ลงทุนเฉพาะธุรกิจที่เขารู้จักเป็นอย่างดี ธุรกิจที่เขาเข้าใจที่มาที่ไปอย่างไม่มีข้อสงสัย ที่สำคัญคือ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ การหาข้อมูลและวิเคราะห์การลงทุน มากกว่าที่จะเสียเวลาไปนั่งเฝ้าหน้าจอเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของ ราคาหุ้น แบบรายวัน รายชั่วโมง
นอกจาก "วอร์เรน บัฟเฟตต์" แล้ว ยังมีเซียนลงทุนอีกมากมายที่ประสบ ความสำเร็จในการลงทุน นั่นเป็นเพราะความสำเร็จ ในการลงทุน ใครๆ ก็สร้างได้ขอเพียง... "มีใจรัก พากเพียรทำ เอาจิตฝักใฝ่ ใช้ปัญญาสอบสวน"
2 ลงทุนแบบนี้มีชัยไปกว่าครึ่ง
เชื่อหรือไม่... คุณเองก็ประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ เพียงรู้จักสร้างนิสัยการลงทุนที่ดีและมีวินัยในการลงทุน


ลองมาดู 10 พฤติกรรมการลงทุนที่เพิ่มโอกาส ในการทำกำไร และพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความผิดพลาด ซึ่งจะทำให้คุณเห็นภาพชัดขึ้นว่า. คุณควรมีวิธีการลงทุน แบบไหนและพฤติกรรมใดที่ควรหลีกเลี่ยงในการลงทุน
| พฤติกรรมที่เพิ่มโอกาสในการทำกำไร | พฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความผิดพลาด | ||
|---|---|---|---|
| 1. | ศึกษาหาความรู้ก่อนการลงทุน ทั้งความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และวิธีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ | 1. | ไม่ศึกษาหาความรู้ก่อนการลงทุน |
| 2. | กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่น พันธบัตร ตราสารหนี้ กองทุนรวม ทองคำ | 2. | ไม่กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงแตกต่างกัน |
| 3. | กำหนดแนวทางการลงทุนในหลักทรัพย์ไว้ล่วงหน้า เช่นกำหนดอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน กำหนดประเภทของหลักทรัพย์ที่ต้องการลงทุน | 3. | ไม่วางแผน หรือแนวทางในการลงทุน |
| 4. | กำหนดระดับอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้จากการลงทุน เช่น กำหนดอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้อยู่ที่ 1%-5% | 4. | ไม่มีการกำหนดระดับอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้จากการลงทุน |
| 5. | มีวินัยในการลงทุน ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอ | 5. | ไม่มีวินัยในการลงทุน และไม่สามารถปฏิบัติได้ตามแผนการลงทุนที่วางไว้ |
| 6. | ใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ พิจารณาภาวะเศรษฐกิจ การเมือง อุตสาหกรรม บริษัทที่ลงทุนและภาวะตลาดหลักทรัพย์โดยรวม | 6. | ไม่วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค แต่มักซื้อขายหุ้นตามข่าวลือ |
| 7. | ทยอยซื้อหลักทรัพย์ ในช่วงตลาดขาขึ้นไม่ซื้อขายหบักทรัพย์บ่อยเกินไป | 7. | ไม่มีการทยอยซื้อหุ้น มักจะซื้อขายหุ้นบ่อยครั้งในช่วงตลาดขาขึ้น |
| 8. | มีรูปแบบในการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น ซื้อหุ้นตามแนวเส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average) และซื้อขายหุ้นตามแนวต้านหรือเมื่อหลุดแนวรับ | 8. | มีรูปแบบในการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น ซื้อหุ้นที่มีปริมาณซื้อขายมาก หรือซื้อหุ้นตอนหุ้นวิ่งแต่ราคาไม่ปรับตัวขึ้นเลยขาย |
| 9. | บันทึกการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ | 9. | ไม่จดบันทึกการซื้อขาย |
| 10. | ติดตามข้อมูลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ติดตามข้อมูลของบริษัทที่ลงทุนและคาดว่าจะลงทุนรวมถึงสภาวะตลาดเป็นประจำ | 10. | ไม่ติดตามข้อมูลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ |
หมายเหตุ: ตลาดหลักทรัพย์ฯ ศึกษาพฤติกรรมการลงทุนเหล่านี้จากผู้ลงทุนรายย่อยที่ได้กำไรและขาดทุนจากการลงทุนมากกว่า 15%
3 ลงทุนให้รวยพื้นฐานต้องแน่น
ไม่ว่าจะลงทุนในสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์อะไรก็ตาม คุณควรเข้าใจใน "ปัจจัยพื้นฐาน" ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ลงทุนนั้น เพราะราคาของสินทรัพย์ทุกชนิดย่อมเปลี่ยนแปลง ขึ้นลงตามปัจจัยที่มากระทบ โดยจะเป็นการวิเคราะห์ใน 3 ปัจจัย ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจ ภาวะอุตสาหกรรม และภาวะบริษัท ซึ่งสามารถใช้ "วิธีวิเคราะห์แบบบนลงล่าง" (Top-Down Approach) คือ วิเคราะห์จากภาพรวมเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ลงมาสู่บริษัทหรือหุ้นเฉพาะตัว หรือ "วิธีวิเคราะห์จากล่างขึ้นบน" (Bottom-Up Approach) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลรายบริษัทก่อน แล้วจึงจะไปดูแนวโน้มความน่าลงทุนของบริษัทหรือหุ้นนั้นๆ จากสภาวะแวดล้อมทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ

4 จับจังหวะซื้อขายด้วยปัจจัยเทคนิค

"การวิเคราะห์ปัจจัยเทคนิค" เป็นเครื่องมือที่จะช่วยตัดสินใจว่า "เราควรจะซื้อหรือขายหลักทรัพย์ตอนไหนดี?" ด้วยการวิเคราะห์ พฤติกรรมของหลักทรัพย์จากราคา ปริมาณการซื้อขาย และ ช่วงจังหวะเวลา เพื่อหาราคาที่เหมาะสมต่อการซื้อหรือ "สัญญาณซื้อ" (Buy Signal) และการขายหรือ "สัญญาณขาย" (Sell Signal) ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อขาย ผู้ลงทุนควรวิเคราะห์แนวโน้มของตลาดให้เป็น เพื่อกำหนด กลยุทธ์การลงทุน ควบคู่ไปกับการเลือกสรรหลักทรัพย์ที่มี ปัจจัยพื้นฐานที่ดี ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แล้วใช้ เครื่องมือ การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคเป็นตัวช่วยกำหนด จุดซื้อ-จุดขาย เพื่อให้ประสบผลสำเร็จในการลงทุน
5 สร้างภูมิคุ้มกันให้พอร์ตการลงทุน
เมื่อเศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตก็ต้องมีถดถอยชะลอตัว ธุรกิจมีกำไรก็มีขาดทุน ดอกเบี้ยมีขึ้นก็มีลง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและอาจส่งผลกระทบต่อ การลงทุนของคุณ หากคุณเข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงตามสภาพแห่ง ความเป็นจริง รู้จักคิดพิจารณาตามการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเหตุผล คุณก็จะ บริหารชีวิต บริหารเงิน บริหารการลงทุนให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม
การสร้างความสมดุลด้วยการลงทุนอย่างความพอเพียง... จะช่วยให้พอร์ตการลงทุน ของคุณมีภูมิคุ้มกัน ทนทาน ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสแห่งความผันผวนที่เกิดขึ้น เพราะ "ความพอเพียง" จะทำให้คุณรู้จักคิดอย่างรอบคอบตั้งแต่ก่อนเริ่มลงทุน

ทั้งการวางแผนการใช้จ่าย การจัดสรรเงินออมเพื่อการลงทุนให้มีความพอเหมาะพอดีสำหรับตัวคุณ ไม่มากไป ไม่น้อยไป แต่พอประมาณตามความจำเป็นและความต้องการของคุณ รู้จักวางแผนการลงทุน ทบทวนและปรับพอร์ตอย่างมีเหตุมีผล รวมทั้งรู้จักแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ การลงทุนตามกติกา แยกแยะให้เป็นระหว่างข้อเท็จจริงกับข่าวลือ ไม่ใช้ข้อมูลวงใน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปั่นหุ้น ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ในระยะสั้น แต่วิเคราะห์ข้อมูล การลงทุนอย่างรอบคอบ รอบรู้ และระมัดระวัง รู้จักแยกแยะ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร และประยุกต์ใช้อย่างมีสติ จะช่วยให้คุณไม่ประมาทในทุกขั้นตอนการตัดสินใจ พอร์ตการลงทุนของคุณจึงมีรากฐานที่แข็งแรง พร้อมจะตั้งรับอย่างมั่นคงใน ทุกสถานการณ์

"นักลงทุนรายย่อยก็จัดพอร์ตแบบมืออาชีพได้"
ตอนที่ 1 | 2 | 3 | 4

6 ความโลภและความกลัว...ไม่เข้าใครออกใคร
ผู้ลงทุนไม่ว่าจะมีความรอบรู้ในการลงทุนแค่ไหน หรือจะเก่งด้านการวิเคราะห์ขนาดไหน ก็ยากจะประสบความสำเร็จในการลงทุน หากไม่สามารถจัดการ "ความโลภ" และ "ความกลัว" ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดให้ได้ก่อนลงทุน

