
เศรษฐกิจไทยในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ต่อเนื่องถึงวันแรงงานกำลังส่งสัญญาณเดียวกันอย่างชัดเจน คื���ภาคครัวเรือนและแรงงานรายได้น้อยยังอยู่ในภาวะ “ประคองตัว” มากกว่าฟื้นตัวเต็มที่
แม้ภาพกิจกรรมตามเทศกาลยังดูมีความเคลื่อนไหว ผู้คนยังออกไปใช้ชีวิต จับจ่าย ซื้อของ ทานอาหารนอกบ้าน หรือร่วมกิจกรรมวันหยุด แต่ภายใต้บรรยากาศดังกล่าวกลับแฝงด้วยความระมัดระวังสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการลดขนาดการซื้อสินค้า การเลือกกิจกรรมใกล้บ้าน การเดินทางน้อยลง และการกันเงินไว้รับมือค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า ผลสำรวจแรงงานและผลสำรวจการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลต่าง ๆ สะท้อนว่า ตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา สัญญาณการจับจ่ายของคนไทยเริ่มติดลบ แม้บรรยากาศโดยรวมจะได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและกระแสซอฟต์พาวเวอร์ของเทศกาลสงกรานต์ แต่ในเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยกลับเห็นภาพของการเติมน้ำมันน้อยลง ใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซื้อสินค้าชิ้นเล็กลง และบางร้านค้าประสบปัญหาเตรียมสินค้าไว้แล้วขายไม่หมด
ภาพเดียวกันนี้ส่งต่อมาถึงช่วงวันแรงงาน ซึ่งผลสำรวจพบว่าเงินสะพัดเฉพาะวันแรงงานอยู่ที่ประมาณ 2,100 ล้านบาท หดตัวจากปีก่อนราว 3% ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี และเป็นระดับการใช้จ่ายที่ขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี
แม้มูลค่ารวมยังไม่ได้ลดลงรุนแรงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 1.0-1.5% ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่เคยมองไว้ราว 2% และใกล้เคียงกับกรอบที่รัฐบาลประเมินไว้ที่ประมาณ 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน สงครามตะวันออกกลาง ความขัดแย้งทางการค้า และต้นทุนครัวเรือนที่ยังสูง
ผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทยของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจัดทำกับกลุ่มตัวอย่างแรงงานที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน จำนวน 1,250 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 16-23 เมษายน โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นแรงงานรายได้น้อยที่อยู่ทั้งในระบบและนอกระบบประกันสังคม แบ่งเป็นผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม 55.1% และอยู่นอกระบบประกันสังคม 44.9% สะท้อนว่าแรงงานเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างยังอยู่นอกระบบคุ้มครองทางสังคม ซึ่งเป็นจุดเปราะบางสำคัญหากเกิดภาวะรายได้สะดุด ว่างงาน หรือเจ็บป่วย
ในเชิงโครงสร้างแรงงาน ผลสำรวจยังพบความเคลื่อนย้ายของแรงงานข้ามภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ โดยแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือกระจายออกไปทำงานนอกพื้นที่จำนวนมาก ในกรุงเทพฯ กลุ่มตัวอย่างแรงงานที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนถึง 39.1% ขณะที่ในภาคกลางมีแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 46.4% ส่วนภาคใต้ แรงงานจำนวนมากมาจากภาคกลาง คิดเป็น 32.0%
ภาพนี้สะท้อนความสำคัญของแรงงานย้ายถิ่นต่อระบบเศรษฐกิจเมืองและภาคบริการ รวมถึงความเสี่ยงที่แรงงานกลุ่มนี้อาจได้รับผลกระทบโดยตรงหากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือต้นทุนการดำรงชีพในเมืองเพิ่มขึ้น
เมื่อพิจารณาด้านรายได้ แรงงานกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีรายได้ส่วนตัวกระจุกตัวอยู่ที่ช่วง 10,000-15,000 บาทต่อเดือน ส่วนรายได้รวมของครัวเรือนมีการกระจายตั้งแต่ระดับต่ำกว่า 15,000 บาทไปจนถึงมากกว่า 60,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกที่มีรายได้ในครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจด้านอัตราการพึ่งพิงชี้ว่า ยิ่งครัวเรือนมีจำนวนสมาชิกมากขึ้น สัดส่วนคนไม่มีรายได้ต่อคนมีรายได้ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หมายความว่าแรงงานหนึ่งคนในหลายครัวเรือนต้องแบกรับภาระดูแลสมาชิกที่ไม่มีรายได้จำนวนมากขึ้น
เมื่อเทียบกับปีก่อน แรงงาน 84.1% ระบุว่ารายได้ใกล้เคียงเดิม มีเพียง 9.9% ที่ระบุว่ารายได้ดีขึ้น และ 6.1% ที่มองว่ารายได้แย่ลง ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแรงงานส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกลดรายได้โดยตรงอย่างรุนแรง แต่เมื่อดูฝั่งรายจ่าย ภาพกลับตึงตัวมากกว่า โดย 59.4% ระบุว่ารายจ่ายใกล้เคียงเดิม ขณะที่ 37.3% ระบุว่ารายจ่ายเพิ่มขึ้น และมีเพียง 3.3% ที่รายจ่ายลดลง ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่รายได้ไม่เพิ่ม แต่ค่าครองชีพและภาระรายจ่ายขยับขึ้นต่อเนื่อง
โครงสร้างการใช้จ่ายของแรงงานยังสะท้อนแรงกดดันจากชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน โดยค่าอาหารและเครื่องดื่มเป็นรายการใช้จ่ายสูงสุด คิดเป็น 26.3% ของการใช้จ่ายต่อเดือน รองลงมาคือการชำระหนี้หรือผ่อนสินค้า 12.2% และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ภายในบ้าน 11.0% ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านยานพาหนะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เช่นเดียวกับค่าเลี้ยงดูบุตรหลานรวมค่าเล่าเรียนที่เพิ่มจาก 8.1% เป็น 9.7% นอกจากนี้ ค่าโทรศัพท์เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 2 จุดเปอร์เซ็นต์ และค่ารักษาพยาบาลก็เพิ่มขึ้นประมาณ 2 จุดเปอร์เซ็นต์เช่นกัน สะท้อนว่าค่าใช้จ่ายจำเป็นหลายหมวดกำลังขยับขึ้นพร้อมกัน
ด้านความเ��ียงพอของรายได้ กลุ่มตัวอย่าง 52.2% ระบุว่ายังใช้จ่ายได้พอดีกับรายได้ที่หาได้ แต่มีประมาณ 13-14% ที่ระบุว่ารายได้ไม่ค่อยเพียงพอหรือไม่เพียงพอเลย โดยเหตุผลหลักมาจากราคาสินค้าแพงขึ้น 31.9% ภาระหนี้มากขึ้น 18.0% ภาระดอกเบี้ยสูง 15.9% และรายได้ไม่เพิ่มขึ้นในขณะที่ราคาสินค้าปรับขึ้นแล้ว 12.7% วิธีแก้ปัญหาของกลุ่มที่รายได้ไม่พอส่วนใหญ่คือการกู้ยืม โดย 27.4% เลือกกู้ยืมในระบบ 21.7% ขอความช่วยเหลือจากญาติพี่น้อง และ 18.3% กู้ยืมนอกระบบ หากรวมการพึ่งพาญาติพี่น้องและเงินกู้นอกระบบเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าช่องทางไม่เป็นทางการยังมีบทบาทสูงมากในกลุ่มแรงงานรายได้น้อย
ภาระหนี้เป็นปัญหาหลักของแรงงานกลุ่มนี้ โดย 98% ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่ายังมีหนี้อยู่ วัตถุประสงค์การกู้สูงสุดคือหนี้ส่วนบุคคล 17.0% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน รองลงมาคือหนี้บัตรเครดิต 15.3% และหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย 11.9% ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ที่น่ากังวลคือหนี้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก 4.7% ในปีก่อนเป็น 8.6% ในปีนี้ หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ขณะที่หนี้เพื่อการศึกษาเพิ่มจาก 5.4% เป็น 6.5% และหนี้ที่เกี่ยวกับโทรศัพท์หรือแท็บเล็ตก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
เมื่อเจาะลึกหนี้ส่วนบุคคลและหนี้บัตรเครดิต พบว่าแรงงานจำนวนมากนำเงินกู้ประเภทนี้ไปใช้กับการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก รองลงมา 16.6% ใช้เกี่ยวกับยานพาหนะ เช่น ผ่อนหรือดาวน์รถ และ 15.4% ใช้เกี่ยวกับการผ่อนชำระหรือซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่ากังวล เพราะหนี้ส่วนบุคคลและหนี้บัตรเครดิตมักมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อเฉพาะวัตถุประสงค์ เช่น สินเชื่อรถยนต์หรือสินเชื่อบ้าน ภาพนี้สะท้อนว่าแรงงานบางส่วนอาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม จึงต้องพึ่งพาหนี้ที่เข้าถึงง่ายแต่มีต้นทุนสูงกว่า
ภาระหนี้เฉลี่ยของครัวเรือนแรงงานอยู่ที่ 494,500 บาทต่อครัวเรือน มีภาระผ่อนชำระเฉลี่ย 10,800 บาทต่อเดือน แบ่งเป็นหนี้ในระบบประมาณ 87% และหนี้นอกระบบ 13% โดยหนี้ในระบบมีภาระผ่อนเฉลี่ยประมาณ 9,400 บาทต่อเดือน อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 9.4% ต่อปี ซึ่งรวมดอกเบี้ยบัตรเครดิตเข้าไปด้วย หากไม่รวมหนี้บัตรเครดิต อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 4% ต่อปี ส่วนหนี้นอกระบบมีภาระผ่อนเฉลี่ยประมาณ 1,100 บาทต่อเดือน แต่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึง 10.7% ต่อเดือน
ในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำมาก ภาระหนี้ยิ่งเปราะบาง โดยกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน มีถึง 90% ที่ภาระผ่อนชำระต่อเดือนสูงกว่ารายได้ของตนเอง ขณะที่กลุ่มรายได้ 10,000-15,000 บาทต่อเดือน มีประมาณ 11% ที่อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง และกลุ่มรายได้ 15,000-30,000 บาทต่อเดือน มีประมาณ 4.6% ที่ภาระผ่อนชำระสูงกว่ารายได้ในระดับที่น่ากังวล
แม้ 62% ของกลุ่มตัวอย่างจะยังชำระหนี้เต็มจำนวนได้ แต่ยังมี 33.7% ที่ต้องแบ่งจ่ายเป็นส่วน ๆ และ 4.3% ที่ขาดชำระหรือผัดผ่อนการชำระ เหตุผลสำคัญของผู้ที่มีปัญหาชำระหนี้คือมีรายจ่ายฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด 37.3% รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย 35.4% และต้องชำระหนี้ก้อนอื่นก่อน 23.4% ภาระหนี้ยังส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมใช้จ่าย โดยประมาณ 58% ระบุว่าหนี้ทำให้ต้องลดการใช้จ่ายในปัจจุบัน และสัดส่วนใกล้เคียงกันยังคาดว่าจะลดการใช้จ่ายในอีก 3 เดือนข้างหน้า
ด้านความกังวลต่อหนี้ มีเพียง 33.7% ที่ไม่กังวลเลย ส่วน��ี่เหลือเกือบ 70% มีความกังวล โดย 49.1% กังวลเป็นบางครั้ง และ 17.2% กังวลมาก เมื่อถามถึงความสามารถในการชำระหนี้ กลุ่มที่มีหนี้ส่วนใหญ่ยังมองว่าจะสามารถชำระได้แน่นอน แม้อาจชำระได้ไม่เต็มทั้งหมด แต่มีประมาณ 23% ที่ไม่แน่ใจ และ 4.6% ที่ระบุว่าไม่สามารถชำระได้เลย หากไม่สามารถชำระหนี้ได้ แนวทางอันดับแรกคือขอความช่วยเหลือจากครอบครัว 25% รองลงมาคือหาช่องทางชำระหนี้ทางอื่น หางานเสริม จำนำทรัพย์สิน และมีเพียง 10.9% ที่จะไปปรึกษาสถาบันการเงิน
การออมเป็นอีกจุดที่น่ากังวล โดย 79.1% ของกลุ่มตัวอย่างไม่มีการวางแผนออมหรือไม่ได้ออม ส่วนหนึ่งเพราะเงินที่หาได้ยังไม่เพียงพอต่อรายจ่าย แม้ต้องการออมแต่ทำไม่ได้ มีเพียง 20.9% ที่มีการออม โดยกลุ่มนี้ออมเฉลี่ย 10.3% ของรายได้ หรือประมาณ 1,219 บาทต่อเดือน กลุ่มที่ออมได้ส่วนใหญ่มีเงินออมอยู่ที่ 500-1,000 บาทต่อเดือน คิดเป็น 33.8% และ 1,500-2,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นประมาณ 32% การที่แรงงานเกือบ 8 ใน 10 ไม่มีเงินออมเพียงพอ สะท้อนว่าหากเกิดภาวะว่างงาน เจ็บป่วย หรือรายได้ลดลง ครัวเรือนจะมีความสามารถรับมือจำกัดมาก
สถานการณ์ยังถูกซ้ำเติมจากการปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคม ซึ่งเริ่มมีผลในปีนี้ โดยปรับเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือน ทำให้แรงงานถูกหักเงินเพิ่มจากเดิมอีก 125 บาทต่อเดือน และกระทบต้นทุนของผู้ประกอบการที่ต้องสมทบเพิ่มเติมเช่นกัน แผนการเก็บเงินสมทบยังแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกเริ่มไปแล้ว ระยะที่สองในช่วงปี 2572-2574 จะเพิ่มเป็น 1,000 บาทต่อเดือน และหลังปี 2574 จะเพิ่มเป็น 1,150 บาทต่อเดือน ภาคเอกชนบางส่วนเห็นว่าช่วงเวลานี้ยังไม่เหมาะสม เพราะเศรษฐกิจยังไม่ดี หนี้ผู้มีรายได้น้อยยังสูง และการหักเงินเพิ่มยิ่งทำให้รายได้สุทธิของแรงงานลดลง
ผลสำรวจการทำกิจกรรมในช่วงวันแรงงานของแรงงานรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือนสะท้อนพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยกิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างวางแผนทำมากที่สุดคือพักผ่อนอยู่บ้าน 45% รองลงมาคือไปซื้อของ ออกไปทานอาหารนอกบ้าน เที่ยวใกล้ ๆ เช่น สวนสนุก สวนน้ำ หรือสถานที่จัดงานวันแรงงาน และบางส่วนเดินทางกลับต่างจังหวัด
สิ่งที่แตกต่างจากปีก่อนคือการท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งเพราะแรงงานจำนวนหนึ่งเพิ่งเดินทางหรือใช้จ่ายไปแล้วในช่วงสงกรานต์ แต่เหตุผลที่ลึกกว่านั้นคือกำลังซื้อที่อ่อนลงและความไม่มั่นใจต่อรายได้ในอนาคต ทำให้แรงงานเลือกกิจกรรมที่ควบคุมค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น เช่น พักผ่อนที่บ้าน ซื้อของเท่าที่จำเป็น หรือเลือกกินอาหารนอกบ้านแทนการเดินทางท่องเที่ยวไกล ๆ
ในด้านมูลค่าการใช้จ่ายรายกิจกรรม กลุ่มที่ท่องเที่ยวมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 3,500 บาท แต่ส่วนใหญ่ระบุว่ามูลค่าการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวลดลง ขณะที่การสังสรรค์มีแนวโน้มใช้จ่ายใกล้เคียงเดิม เฉลี่ยประมาณ 1,500 บาท ส่วนการทานอาหารนอกบ้านมีแนวโน้มใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เฉลี่ยประมาณ 1,700 บาท นอกจากนี้ กิจกรรมดูหนัง ไปสวนสนุก สวนน้ำ และไปร่วมงานวันแรงงานก็มีแนวโน้มการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในบางกลุ่ม สะท้อนว่าการใช้จ่ายไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่เปลี่ยนจากการเดินทางไกลสู่กิจกรรมใกล้ตัวและมีต้นทุนต่ำกว่า
มูลค่าเงินสะพัดรวมในช่วงวันแรงงานปีนี้อยู่ที่ประมาณ 2,100 ล้านบาท หดตัวจากปีก่อน 3% ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี และเป็นมูลค่าการใช้จ่ายที่ขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี แม้ระดับเงินสะพัดยังใกล้เคียงกับปีก่อนและไม่ได้ทรุดลงมาก แต่��ารพลิกมาติดลบสะท้อนแรงกดดันด้านกำลังซื้อของแรงงานรายได้น้อยอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อถามถึงมูลค่าการใช้จ่ายโดยรวม กลุ่มตัวอย่าง 52.5% ระบุว่าจะใช้จ่ายใกล้เคียงเดิม 24.6% ระบุว่าจะใช้จ่ายลดลง และ 23.0% ระบุว่าจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่เมื่อถามในเชิงปริมาณหรือจำนวนชิ้นที่ซื้อ 46.0% ระบุว่าซื้อเท่าเดิม 34.4% ระบุว่าซื้อลดลง และ 19.7% ระบุว่าจะซื้อเพิ่มขึ้น ภาพนี้สะท้อนว่าสินค้าบางรายการอาจมีราคาสูงขึ้น ทำให้มูลค่าใช้จ่ายดูไม่ลดลงมาก แต่ปริมาณสินค้าที่ซื้อจริงลดลง หรือแรงงานต้องซื้อของน้อยชิ้นลงเพื่อควบคุมงบประมาณ
ด้านบรรยากาศวันแรงงาน กลุ่มตัวอย่าง 65.9% มองว่าปีนี้จะคึกคักพอ ๆ กับปีก่อน 23.9% มองว่าจะคึกคักน้อยกว่า และมีเพียง 10.2% ที่มองว่าจะคึกคักมากกว่า แปลว่าในสายตาแรงงาน บรรยากาศไม่ได้เงียบเหงาจนผิดปกติ แต่โทนทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปเป็นความระมัดระวัง ประหยัด และไม่มั่นใจมากขึ้น
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับภา���ช่วงสงกรานต์ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเคยประเมินไว้ว่า การจับจ่ายใช้สอยของคนไทยติดลบ แม้ภาพรวมเทศกาลยังดูคึกคักจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและซอฟต์พาวเวอร์ของไทย แต่พฤติกรรมเชิงประจักษ์ของผู้บริโภคไทยกลับสะท้อนกำลังซื้อที่อ่อนแรงลง ทั้งการเติมน้ำมันน้อยลง ใช้รถสาธารณะมากขึ้น ซื้อของชิ้นเล็กลง และพ่อค้าแม่ค้าบางส่วนมีสินค้าเหลือจากที่เตรียมไว้ขาย
หากมองต่อไปถึงการใช้จ่ายช่วงเปิดเทอม ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเตรียมแถลงผลสำรวจในวันที่ 6 พฤษภาคม ประเด็นที่ต้องติดตามคือภาระของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน โดยเฉพาะค่าเล่าเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง และค่าเครื่องแบบนักเรียน ท่ามกลางแนวนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่อาจผ่อนคลายเรื่องการใส่ชุดนักเรียนในบางกรณี หากมาตรการดังกล่าวมีผลจริง อาจช่วยลดภาระบางส่วนให้ครัวเรือน แต่ผลกระทบสุทธิต่อการใช้จ่ายและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องยังต้องติดตามต่อไป
แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว แต่ข้อมูลจากผลสำรวจยังไม่ชี้ว่ากำลังเกิดภาวะเลิกจ้างรุนแรงหรือปิดกิจการจำนวนมากในวงกว้าง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมองว่า ภาวะปัจจุบันยังเป็นการชะลอตัวมากกว่าภาวะวิกฤติแรงงานเต็มรูปแบบ ธุรกิจบางส่วนอาจปรับลดชั่วโมงทำงาน ลดโอที หรือชะลอการจ้างงานเพื่อให้สอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง แต่ยังไม่พบสัญญาณว่ามีการลดเงินเดือนหรือปลดคนงานอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม ความกังวลของแรงงานต่อความมั่นคงในงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับปีก่อน กลุ่มตัวอย่าง 10.2% ระบุว่าชั่วโมงการทำงานลดลง ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับแรงงานรายวัน แรงงานรับจ้างเป็นชิ้นงาน หรือแรงงานที่รายได้ขึ้นอยู่กับจำนวนชั่วโมงทำงาน เพราะแม้ค่าจ้างพื้นฐานไม่ลดลง แต่รายได้รวมอาจลดลงจากโอทีที่หายไปหรือชั่วโมงทำงานที่ลดลง
อาชีพเสริมเป็นอีกช่องทางรายได้ที่หดตัวลงมาก โดยในปีนี้มีกลุ่มตัวอย่างเพียง 2.7% ที่ระบุว่ามีอาชีพเสริม ลดลงจากปีก่อนที่ 9.2% สาเหตุหลักคือหางานเสริมได้ยากขึ้น ในกลุ่มที่ยังมีอาชีพเสริม ส่วนใหญ่มากกว่า 60% เป็นแรงงานรับจ้างทั่วไปและลูกจ้างที่ได้รับเงินเดือน ซึ่งพยายามหารายได้เพิ่มเพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย รายได้จากอาชีพเสริมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,200 บาทต่อเดือน โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1,500-2,000 บาทต่อเดือน การที่อาชีพเสริมหายไปจึงเท่ากับทำให้เบาะ��องรับของครัวเรือนแรงงานบางลง
เมื่อถามถึงความมั่นคงของงานในปัจจุบัน กลุ่มลูกจ้างข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ และแรงงานรับจ้างรายวันที่เป็นชิ้นงานบางส่วนยังรู้สึกว่างานของตนเองค่อนข้างมั่นคง แต่กลุ่มรับจ้างที่ได้รับเงินเดือนมีความไม่แน่ใจว่าจะถูกให้ออกหรือไม่สูงถึง 44.2% ส่วนอาชีพอิสระจำนวนมากมองว่างานของตนเองไม่มั่นคงหรือไม่แน่ใจในอนาคต
เมื่อถามถึงโอกาสตกงาน กลุ่มตัวอย่าง 24.9% ระบุว่าไม่มีโอกาสเลย แต่กลุ่มที่มองว่าตนเองมีโอกาสตกงานในระดับปานกลางถึงมาก มาก และมากที่สุด รวมกันอยู่ราว 44% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าความวิตกด้านงานกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญ แม้สถานการณ์จริงยังไม่ได้ลุกลามเป็นการเลิกจ้างจำนวนมาก
หากถูกออกจากงานจริง แรงงาน 32.9% ระบุว่าจะเร่งหางานใหม่ 16.1% จะขอความช่วยเหลือจากภาครัฐในการหางาน 15.1% จะใช้เงินประกันสังคมที่เคยส่งไว้ และ 15.0% จะนำเงินออมออกมาใช้ก่อนในช่วงที่ยังไม่มีงานทำ แต่เมื่อถามว่าเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตได้นานเท่าไร ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 เดือน และ 62.7% ระบุว่าอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน สะท้อนว่าครัวเรือนแรงงานมีภูมิคุ้มกันทางการเงินต่ำมาก
ด้านโอกาสหางานใหม่ แรงงานจำนวนมากมองว่าปีนี้การหางานใหม่เป็นเรื่องยาก โดยกลุ่มที่ตอบว่าไม่มีโอกาสเลยถึงหางานได้ยากมีสัดส่วนสูงมากในระดับราว 80-90% สถานการณ์นี้ทำให้ความกลัวตกงานมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะหากหลุดจากตลาดงานเดิมแล้ว การกลับเข้าสู่ตลาดงานใหม่อาจใช้เวลานานกว่าที่เงินออมของครัวเรือนจะรองรับได้
ผลสำรวจยังสะท้อนความเปราะบางระยะยาวผ่านการวางแผนเกษียณ โดย 38% ของกลุ่มตัวอย่างฝากความหวังไว้กับเงินประกันสังคมเพียงอย่างเดียว 36.1% ยังไม่เคยวางแผนเกษียณเลย 25.3% ออมผ่านธนาคาร และมีเพียง 0.5% ที่จ่ายเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มเติม แสดงว่าแรงงานรายได้น้อยจำนวนมากไม่เพียงเผชิญความเปราะบางระยะสั้นจากหนี้และค่าครองชีพ แต่ยังมีความเปราะบางระยะยาวต่อวัยเกษียณด้วย
ในมุมมองต่อเศรษฐกิจโดยรวม กลุ่มตัวอย่างมองเศรษฐกิจประเทศและเศรษฐกิจจังหวัดของตนเองในเชิงลบค่อนข้างสูง โดยเกือบ 60% มองเศรษฐกิจประเทศว่าแย่ถึงแย่มาก และประมาณ 60% เช่นกันที่มองเศรษฐกิจจังหวัดของตนเองว่าแย่ถึงแย่มาก ประเด็นที่ต้องการให้รัฐเข้ามาดูแลมากที่สุดคือแรงงานต่างด้าวบางส่วนที่เข้ามาแย่งงานคนไทย รองลงมาคือเงินช่วยเหลือกรณีตกงาน 15.6% การดูแลค่าแรงขั้นต่ำ 14.1% การดูแลค่ารักษาพยาบาลของผู้ประกันตน และการฝึกฝีมือแรงงาน
ความขัดแย้งทางการค้าและสงครามตะวันออกกลางยังส่งผลต่อความมั่นคงทางอาชีพในสายตาแรงงาน โดยกลุ่มตัวอย่างมองว่าสงครามการค้าส่งผลกระทบมากถึงมากที่สุดต่อความมั่นคงในการทำงานเกือบ 48% ขณะที่สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบมากกว่า อยู่ที่ประมาณ 57% ประเด็นที่แรงงานกังวลมากที่สุดคือการถูกเลิกจ้าง 43.3% รองลงมาคือรายได้ลดลง 27.0% ถูกลดจำนวนชั่วโมงทำงาน 18.4% และโอกาสที่กิจการจะปิด 11.3%
ภายใต้ภาวะที่แรงงานใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง หนี้ครัวเรือนสูง และเงินออมต่ำ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมองว่ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐมีความจำเป็น โดยเฉพาะมาตรการลักษณะ “ไทยช่วยไทย” หรือ “คนละครึ่งพลัส” ที่อาจ���ติมเงินให้ประชาชน 20 ล้านคน คนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน คิดเป็นเม็ดเงินภาครัฐประมาณ 80,000 ล้านบาท
หากรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม เม็ดเงินภาครัฐอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาท และหากนับเงินสมทบจากประชาชนอีกครึ่งหนึ่งในลักษณะร่วมจ่าย เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอาจอยู่ที่ประมาณ 160,000-200,000 ล้านบาท ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมองว่าสามารถช่วยกระตุกเศรษฐกิจให้กลับไปเติบโตในกรอบ 1.5-2.0% ได้ หากออกแบบและดำเนินการอย่างเหมาะสม
เหตุผลที่มาตรการลักษณะนี้อาจได้ผล เพราะผลสำรวจสะท้อนว่าแรงงานจำนวนมากไม่ได้ใช้จ่ายเกินรายได้จนไร้ความสามารถในการควบคุมการเงิน แต่เลือกใช้จ่ายเท่ากับรายได้หรือใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ โดยมี 33.9% ระบุว่าใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ที่หาได้ ข้อมูลนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคยังมีความสามารถในการใช้จ่ายบางส่วน แต่เลือกชะลอเพราะไม่มั่นใจต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ รายได้ และค่าครองชีพ หากรัฐเติมกำลังซื้อในจังหวะที่เหมาะสม อาจช่วยปลดล็อกการใช้จ่ายบางส่วนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
ในเวลาเดียวกัน แรงกดด��นจากราคาน้ำมันและสงครามยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนกังวล แม้สถานการณ์ล่าสุดยังไม่เลวร้ายถึงขั้นราคาน้ำมันทะลุ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยังมีโอกาสที่ความขัดแย้งจะคลี่คลายภายในกรอบ 3 เดือน นับจากปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม แต่ความไม่แน่นอนระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังต้องติดตาม แม้การเจรจารอบที่เกี่ยวข้องกับปากีสถานจะไม่สามารถตกลงเงื่อนไขกันได้ แต่การที่ทั้งสองฝ่ายยังมีช่องทางเจรจาและยังไม่มีสัญญาณบุกหรือปะทะรุนแรงเพิ่มเติม ทำให้สถานการณ์ยังอยู่ในกรอบที่ประเมินไว้
ด้านพลังงาน รัฐบาลพยายามดูแลราคาน้ำมันผ่านการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นและการอุดหนุนในระดับที่เหมาะสม ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังไม่ได้พุ่งขึ้นรุนแรง ทำให้ราคาดีเซลในประเทศยังอยู่ใกล้ระดับประมาณ 40 บาทต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มให้กับค่าน้ำมันยังเป็นเม็ดเงินที่ไหลออกจากการใช้จ่ายด้านอื่น โดยมีการประเมินว่าเม็ดเงินจากการเติมน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจหายไปจากระบบเศรษฐกิจประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อเดือน ดังนั้นการเติมเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 80,000-100,000 ล้านบาท หรือเมื่อรวมเงินร่วมจ่ายเป็น 160,000-200,000 ล้านบาท จึงอาจช่วยชดเชยผลกระทบด้านพลังงานได้ในช่วงหลายเดือน
อีกประเด็นสำคัญคือค่าไฟฟ้า โดยรัฐบาลมีแนวทางพิจารณาค่าไฟแบบขั้นบันไดหรือแบบก้าวหน้า เพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง มาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ เช่น โครงการธงฟ้าราคาประหยัด ไทยช่วยไทย การเติมเงินคนละครึ่ง และการดูแลค่าไฟ จึงควรถูกออกแบบให้ประสานกันเพื่อบรรเทาภาระครัวเรือนฐานล่าง
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังผลกระทบต่อ SME และร้านค้าขนาดเล็กที่ใช้ไฟจำนวนมาก แม้บางรายจะไม่ได้อยู่ในโครงสร้างค่าไฟอุตสาหกรรม แต่หากเป็นร้านค้าหรือกิจการขนาดเล็กที่จดทะเบียนในรูปบุคคลธรรมดาและใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือน ก็อาจเผชิญต้นทุนสูงขึ้นจนกระทบสภาพคล่อง ความสามารถในการแข่งขัน และการจ้างงานได้ รัฐจึงต้องรับฟังความเห็นของกลุ่มนี้อย่างรอบคอบ เพราะหากต้นทุนค่าไฟเพิ่มขึ้นมากเกินไป อาจทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กซึ่งมีสภาพคล่องไม่แข็งแรงอยู่แล้วได้รับผลกระทบเชิงลบมากกว่ากลุ่มครัวเรือนทั่วไป
สำหรับประเด็นค่าแรง ผลสำรวจในกลุ่มแรงงานที่ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างพบว่า ประมาณ 67% มีความพึงพอใจต่อค่าแรงที่ได้รับในระดับน้อยถึงน้อยมาก เหตุผลหลักคือรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย 54.1% รองลงมาคือค่าครองชีพและราคาสินค้าสูงขึ้น 27.0% แรงงานกลุ่มนี้มองว่าค่าแรงที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 495 บาทต่อวัน
หากไม่สามารถขึ้นค่าแรงตามระดับที่แรงงานคาดหวังได้ แรงงานต้องการให้ปรับเพิ่มเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายเฉพาะด้าน โดย 32.8% ต้องการให้เพิ่มตามค่าเดินทางที่สูงขึ้น 19.0% ต้องการให้เพิ่มตามค่าสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น รองลงมาคือให้เพิ่มตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และให้เพิ่มตามราคาอาหารที่สูงขึ้น
แต่แรงงานเองก็มีความกังวลต่อผลข้างเคียงของการขึ้นค่าแรง โดย 24.0% กังวลว่าราคาสินค้าจะปรับขึ้นตามมากกว่าค่าแรงที่ได้รับ 23.9% กังวลว่าความเป็นอยู่จะไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาด 20.4% กังวลว่าแรงงานนอกระบบจะเข้ามาทดแทนแรงงานในระบบ และ 13.9% กังวลเรื่องการย้ายพื้นที่ทำงานไปยังพื้นที่ที่มีค่าจ้างสูงกว่า เมื่อถามว่าหากขึ้นค่าแรงแล้วทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตาม จะรับได้หรือไม่ พบว่า 67% รับไม่ได้ และมีเพียง 33% ที่รับได้
กลุ่มที่รับไม่ได้ต้องการให้รัฐแก้ปัญหาผ่านมาตรการอื่นควบคู่กัน โดย 28.7% ต้องการให้ลดภาษีหรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำรงชีพ 20.7% ต้องการให้ควบคุมราคาสินค้าและบริการจำเป็นไม่ให้สูงเกินไป 17.4% ต้องการให้ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการเพื่อให้สามารถขึ้นค่าแรงได้ และบางส่วนต้องการให้เพิ่มสวัสดิการโดยตรงแก่แรงงานรายได้น้อย
ในกลุ่มแรงงานที่ได้รับค่าจ้าง ระดับราคาสินค้าในปัจจุบันกระทบต่อการดำเนินชีวิตในระดับมากถึงมากที่สุดประมาณ 60% แนวทางรับมือยังคล้ายกับภาพรวม คือประหยัดและใช้จ่ายเท่าที่มี กู้ยืมเงินมาใช้ในช่วงราคาสินค้าแพง กดเงินสดจากบัตรเครดิต และขอยืมญาติพี่น้องหรือคนสนิท ขณะที่ในภาพรวมของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด กลุ่มรายได้ 5,000-10,000 บาทต่อเดือนรู้สึกว่าระดับราคาสินค้ากระทบมากถึง 66.8% แนวทางรับมืออันดับแรกคือประหยัดและใช้จ่ายเท่าที่มี 31.1% รองลงมาคือกู้ยืมมาใช้ก่อนในช่วงราคาสินค้าแพง 23.0% กดเงินสดจากบัตรเครดิต 15.9% และยืมญาติหรือคนสนิท 14.3%
เมื่อรวมทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังไม่ใช่ภาพของวิกฤติแรงงานรุนแรง แต่เป็นภาพของความเปราะบางที่สะสมอยู่ในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งกำลังซื้อที่ชะลอ ภาระหนี้สูง เงินออมต่ำ อาชีพเสริมหายาก ความกังวลตกงานเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายจำเป็นหลายหมวดปรับสูง และความไม่แน่นอนจากสงครามและราคาพลังงาน หากมาตรการรัฐสามารถเติมกำลังซื้อ ลดภาระค่าครองชีพ ดูแลราคาพลังงาน และไม่ซ้ำเติมต้นทุน SME ได้ เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสประคองตัวในกรอบเติบโต 1.5-2.0% แต่หากแรงงานยังต้องลดการใช้จ่ายต่อเนื่อง ขณะที่ภาระหนี้และต้นทุนชีวิตสูงขึ้นพร้อมกัน ภาวะชะลอตัวอาจลึกกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงครึ่งหลังของปี